ฝนเทียม : rain making
ก่อนอื่น บทความนี้เป็นการเขียนภาษาไทยแบบวิชาการยาว ๆ ครั้งแรกหลังที่ไม่ได้เขียนมานานมากแล้ว การเว้นวรรค กับการใช้คำอาจจะไม่เรียบร้อยมาก ขออภัย ณ ที่นี้
disclaimer: ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางนี้โดยตรง แต่อาศัยความรู้จากการอ่านบทความวิชาการและการแนะนำจาก Siraphob Boonvanich (น้องเกน) เอามาฝากให้อ่าน
ต้องมารู้จักที่มาที่ไปของฝนเทียมก่อนที่จะมาเข้าใจขบวนการทำฝนเทียม และปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการทำฝนเทียม
ฝนเทียมเริ่มมีการทำครั้งแรกปี 1946 Schaefer ได้ทำการโปรยน้ำแข็งแห้ง 1.5 kg ที่เมฆ lenticular stratocumulus บริเวณทางตะวันตกของรัฐ Massachusetts แล้วพบว่าหลังจากทำการโปรยเป็นเวลา 5 นาทีได้เกิด snowflake ตกลงมาที่อากาศแห้งข้างใต้ [1] นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีคนเริ่มทำฝนเทียม
ฝนเทียม ไม่ใช้การเสกฝนขึ้นมาจากอากาศ แต่ถือว่าเป็นการพยายามทำให้ฝนมีการตกมากขึ้นจากเมฆที่มีอยู่แล้วบนท้องฟ้า โดยหลักการที่ทำนั้น เรียกกันโดยทั่วไปว่า cloud seeding เพราะฉะนั้น ปัจจัยที่สำคัญของการทำฝนเทียมคือ ในบริเวณนั้นมีเมฆที่มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดฝนตก
ในทางหลักการแล้ววิธีการทำฝนเทียมโดยใช้ cloud seeding นั้นเป็นไปได้ หลักการคร่าว ๆ คือจะมีการโปรยอนุภาค siliver iodide เพื่อเป็นตัวกระตุ้น น้ำที่อยู่ในอากาศได้แข็งตัวที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติ และมากขึ้นกว่าปกติ และทำให้มีโอกาสที่จะกลั่นตัวตกลงมามากขึ้น [2]
การที่ทำฝนเทียมได้แต่ละครั้ง เงื่อนไขของสภาพอากาศในเวลานั้นต้องอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดฝนเทียมได้ รวมถึงสภาพอากาศ ความชื้น แม้กระทั้งทิศทางลม และหลายต่อหลายครั้งด้วยเงื่อนไขเหล่านั้น ฝนสามารถเกิดได้เองอยู่แล้ว ทำให้การวัดว่าฝนที่ต้องลงมานั้นเกิดจากการทำฝนเทียมจริง ๆ หรือว่าเป็นฝนที่ตกขึ้นมาเองทำได้ยาก
ในปัจจุบันมีประเทศมากกว่า 50 ประเทศที่ต่างก็พยายามหาทางพัฒนาฝนเทียม
คำถาม: สำคัญของการทำฝนเทียมในปัจจุบันคือ ประสิทธิผลของการทำฝนเทียมนั้นมีขนาดเท่าไร และส่งผลให้เกิดน้ำฝนคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการทำฝนเทียมแต่ละครั้งหรือไม่?
คำตอบ: ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ/เอกฉันท์ว่าการทำฝนเทียมมีประสิทธิผล (effective) มีทั้งบทความที่ต่างออกมาข้อแย้งกันโดยตลอด
ในบทความนี้จะแบ่งกรณีศึกษาเรื่องฝนเทียมเป็นสองกรณีศึกษา คือกรณีศึกษาในไทย และในต่างประเทศ
กรณีศึกษาในไทย
Silverman2000 [3] สรุปว่า ผลการประเมินการทดลองเพิ่มน้ำฝนพบว่ามีหลักฐานเป็นที่เด่นชัด และหลักฐานเชิงกายภาพที่สนับสนุน วิธีการการใช้ calcium chloride สามารถเพิ่มปริมาณน้ำฝน เมื่อเปรียบเทียบกับเมฆที่ไม่ได้ทำฝนเทียม
(คุณ Silverman ได้รับเงินทุนสนับสนุนการวิจัยการโครงการฝนหลวง)
แต่ในทางกลับกัน William2003 [4] สรุปผลการศึกษาไว้ว่า การวิเคราะห์ผลเชิงทดถอยถึงความผลกระทบของตัวอย่างที่ทำฝนเทียมนั้นพบว่าไม่ส่งผลต่อฝนตกลงมานั้น
และมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า หนึ่งในคนเขียนร่วมในเปเปอร์ [4] นั้นคือคุณ Silverman ที่ตีพิมพ์ไปก่อนหน้านั้นว่า ฝนเทียมมีเหตุผลอย่างนัยสำคัญว่าทำให้เกิดฝนตกเพิ่มขึ้นในเมืองไทย ตอนแรกผมก็จะส่งอีเมลล์ไปถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับคุณ Silverman แต่พบว่าแกได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2016
แต่ก็มีอีกเปเปอร์ที่ทำการศึกษากรณีทำฝนเทียมในแถบภาคอีสานโดยคนไทย และได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฝนหลวงเช่นกัน ได้ผลสรุปว่าปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น 5% เทียบกับพื้นทีสุ่ม 100 ตัวอย่าง ความรุนแรงของฝนเพิ่มขึ้น 3% และอัตราฝนตกสูงสุดเพิ่มขึ้น 1% [5]
ปัญหาสำคัญของผลงานวิจัยเกี่ยวกับฝนเทียมในไทยคือจริยธรรมในการทำวิจัย เพราะส่วนใหญ่งานวิจัยในไทยที่เจอจะได้รับเงินทุนวิจัยจากโครงการฝนหลวงมาทำ และอีกปัญหาใหญ่ ๆ คือความยากในการค้นหาบทความวิจัยจากในไทยเอง
กรณีศึกษาที่ต่างประเทศ
*** วิธีการทำฝนเทียมในต่างประเทศที่ได้มีการศึกษากันนั้น จะต่างจากวิธีการทำฝนเทียมในไทย โดยวิธีการทำฝนเทียมในต่างประเทศจะเน้นการใช้ siliver iodide แต่ในไทยจะเน้นวิธีที่พัฒนาโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะอาจจะเปรียบเทียบโดยตรงไม่ได้ ***
เริ่มจากเปเปอร์ล่าสุด Friedrich2020 [6] บอกว่าวิธี cloud seeding ส่งผลให้น้ำฝนเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.05 ถึง 0.3 mm
อีกเปเปอร์หนึ่งโดย Tessendorf2020 [7] อันนี้ใช้วิธีการยิง cloud seeding จากพื้นดิน แล้วเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำฝนเทียมโดยวิธีนี้
สรุป
อันนี้เป็นข้อสรุปด้วยตัวผมเอง ไม่สามารถเอาอ้างอิงทางวิชาการอะไรได้ การทำฝนเทียมนั้นพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง ทำให้เกิดฝนได้จริง แต่ปริมาณฝนที่เกิดนั้นค่อนข้างมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมน้อย อาจจะไม่คุ้มค่ากับการทำตอนนี้โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยนี้
สุดท้ายนี้จะแปะข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณโครงการฝนหลวงที่ได้แต่ละปีละกัน แผนปฎิบัติราชการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
reference
- Arnett S. Dennis, Weather Modification by Cloud Seeding. International Geophysics Series Volume 24, Academic Press 1980
- https://cen.acs.org/articles/94/i22/Does-cloud-seeding-really-work.html
- Silverman, B. A., and W. Sukarnjanaset, 2000: Results of the Thailand Warm-Cloud Hygroscopic Particle Seeding Experiment. J. Appl. Meteor., 39, 1160–1175
- Woodley, William L., et al. “Results of On-Top Glaciogenic Cloud Seeding in Thailand. Part I: The Demonstration Experiment.” Journal of Applied Meteorology (1988-2005), vol. 42, no. 7, 2003, pp. 920–938.
- Siriluk Chumchean and Walairat Bunthai, “Testing Efficacy of Rainmaking Activities in the Northeast of Thailand”
- Katja Friedrich, et al. “Quantifying snowfall from orographic cloud seeding” Proceedings of the National Academy of Sciences Mar 2020, 117 (10) 5190-5195; DOI:10.1073/pnas.1917204117
- Tessendorf, S. A., et al., 2020: An Assessment of Winter Orographic Precipitation and Cloud-Seeding Potential in Wyoming. J. Appl. Meteor. Climatol., 59, 1217–1238